จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
“สุขภาวะ” (Well-being) หมายถึง ภาวะแห่งความสมบูรณ์ของชีวิตในทุกมิติ มิใช่เพียงการปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข และความสมดุลในการดำเนินชีวิต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างเป็นองค์รวม โดยพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดมิติของสุขภาวะไว้ 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของบุคคล ปัจจุบันแนวคิดด้านสุขภาวะได้รับความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรชั้นนำ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากองค์กรตระหนักว่าการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว จึงมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนสุขภาวะของบุคลากร อาทิ การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) การสนับสนุนการปฏิบัติงานในรูปแบบที่ยืดหยุ่น การจัดพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและผ่อนคลาย ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตภายในองค์กร ทั้งนี้สุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะที่มีความสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างใกล้ชิด การมีสุขภาพกายที่แข็งแรงย่อมส่งผลต่อสภาวะจิตใจที่ดี ขณะเดียวกันการมีสุขภาพจิตที่มั่นคงก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้บุคคลสามารถดูแลสุขภาพกายของตนเองได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การพัฒนาสุขภาวะของบุคลากรจึงควรดำเนินควบคู่กันทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
บริบทการทำงานปัจจุบัน ประเด็นด้านสุขภาพจิตได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร การที่บุคลากรมีสุขภาพจิตที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การบริหารจัดการความกดดัน และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร ในทางตรงกันข้าม หากบุคลากรเผชิญกับความเครียดสะสม ขาดแรงจูงใจในการทำงาน หรือประสบปัญหาด้านสุขภาพจิต อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน บรรยากาศภายในองค์กร และคุณภาพชีวิตของบุคลากรโดยรวม สุขภาพจิตที่ดีจึงเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคคลเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางอารมณ์ ความอดทน ความรับผิดชอบ การเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ การส่งเสริมสุขภาพจิตของบุคลากรจึงก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ลดความขัดแย้งภายในองค์กร รวมถึงช่วยลดปัญหาการขาดงาน การลาออก และภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout syndrome) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
วช. จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับแผนงานสวัสดิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ด้านสุขภาพและอนามัย ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพใจ การให้คำปรึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนการพัฒนาระบบสนับสนุนด้านสุขภาวะของบุคลากร เพื่อให้บุคลากรเกิดความรู้สึกได้รับการดูแล เห็นคุณค่าในตนเอง มีความผูกพันต่อองค์กร และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
บรรยายโดยท่านวิทยากรจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร